การใช้สีตกแต่งอาคาร

การใช้สีตกแต่งอาคารแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะ  คือ  การใช้สีตกแต่งภายนอกอาคาร  และการใช้สีตกแต่งภายในอาคาร

การใช้สีตกแต่งภายนอกอาคาร

ไม่ได้มีข้อกำหนดที่แน่นอนหรือตายตัวลงไป ว่าควรใช้สีอะไรบ้างในการทาหรือพ่นสีภายนอกอาคาร  แต่มีแนวทางเพื่อนำไปพิจารณาในการออกแบบสีตกแต่งนอกอาคาร  ดังนี้

1. การกำหนดโครงสีให้มีความสัมพันธ์กับลักษณะของอาคาร เช่น อาคารของทางราชการควรใช้สีที่มีความรู้สึกว่าเกิดความสง่างาม  ความโอ่อ่า  เกิดความสงบ  ควรเป็นสีคล้ำ  เช่น สีเทา สีน้ำตาล สีฟางข้าว เป็นต้น ถ้าเป็นสถานที่ราชการที่มีประชาชนมาติดต่อหรืออาคารสาธารณะ ควรใช้สีกลางๆ ห้างสรรพสินค้า อาคารที่ทำธุรกิจทางการค้า ควรใช้สีสะดุดตา  น่าสนใจ  อาคารที่อยู่อาศัย  การใช้สีควรนึกถึงความพึงพอใจของผู้เข้าอยู่อาศัยและความเหมาะสมกับลักษณะของอาคาร

2. การกำหนดโครงสีให้มีความสัมพันธ์กับสิ่งก่อสร้างข้างเคียงโดยเฉพาะอาคารพานิชย์ ถ้าใช้สีที่แปลกหรือแหวกแนวออกไปจากสีของอาคารข้างเคียงมาก บางครั้งอาจมีความรู้สึกว่าไม่น่าดู เห็นแล้วเกิดความรู้สึกว่าน่าเบื่อ  ไม่น่าสนใจ  ดังนั้นควรใช้สีให้กลมกลืนกันกับสีของอาคารที่อยู่ใกล้เคียงกัน

3. อาคารใหญ่ๆ สูงๆ หรือตึกใหญ่ๆ แต่ไม่สูงนัก ควรใช้สีให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เช่น สีอิฐ สีไม้ สีหินแกรนิต ดูแล้วทำให้เกิดความมั่นคง แข็งแรง

4. การกำหนดการใช้สีให้มีความสัมพันธ์กับขนาดของอาคาร เช่น อาคารที่มีขนาดเล็ก ควรใช้สีกลาง แต่ให้อ่อนลงเล็กน้อย ดูแล้วสะอาดตาจะช่วยทำให้เมื่อมองดูอาคารแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความสง่าไม่อึดอัด อาคารขนาดใหญ่ไม่ควรใช้สีเข้มมากเกินไป เพื่อให้มองดูแล้วเกิดความสบายตา ไม่ทึบหรือเป็นแท่งมากเกินไป เพราะจะทำให้ดูแล้วเกิดความน่ากลัว

5. ถ้าใช้คุณค่าของสีหนักกับอาคาร เช่น สีดำ สีน้ำเงินเข้ม สีเทาเข้ม ควรใช้ค่าของสี (value of color) ของสีนั้นๆ ทำการตกแต่งประกอบบ้างบางส่วนของอาคาร แต่ให้มีค่าของสีอ่อนกว่าตัวอาคาร เช่น สีขาว สีงาช้างหรือสีทองประกอบในปริมาณที่น้อย

6. ไม่ควรใช้สีหลาย ๆ สีทาตกแต่งภายนอกอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่มีขนาดใหญ่ แต่อาจจะใช้สีได้หลายๆ สี ในลักษณะของการใช้สีแบบค่าของสี หรือการใช้สีอื่นตลอดจนวัตถุอื่นๆ ที่มีสี ลวดลายมาประดับอาคารให้ดูเด่น  ตลอดจนงานประติมากรรมมาประดับแต่ควรให้มีปริมาณที่พอเหมาะ

7. การกำหนดสีในการตกแต่งสวนดอกไม้ สนามหญ้า สวนหย่อม ผู้ออกแบบต้องให้มีความสัมพันธ์กับตัวอาคารเพราะสีจากดอกไม้ ต้นไม้ หญ้าในสนาม อาจทำให้ใกล้สีส่วนร่วม ทำให้เกิดความสวยงามได้

8. การคำนึงถึงสภาพดินฟ้าอากาศ ภูมิประเทศในแต่ละท้องถิ่น สำหรับประเทศไทยมีอากาศอบอุ่น แสงแดดจ้า ปลอดโปร่ง แจ่มใส สามารถใช้สีสดได้ สังเกตวัสดุมุงหลังคาตามวัดวาอาราม เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระราชวัง สีที่ใช้นิยมเป็นสีเข้ม สีแก่ ชัดเจน ดูแล้วไม่แสบตา ไม่ฉูดฉาด  เพราะแสงแดดเป็นตัวผสานความกลมกลืนของสีดังกล่าวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม

ส่วนประเทศที่มีภูมิอากาศมืดครึ้ม มีหมอก มีควันไฟ มีอากาศหนาวจัด จะไม่มีแสงแดดเป็นตัวผสานกลมกลืนความสดใสของสี จึงไม่นิยมใช้สีสดใส รุนแรง จะใช้เพียงบางส่วนของอาคารเท่านั้น  ฉะนั้นการกำหนดโครงสี  จึงจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ  ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  เพื่อให้ได้สีที่มีความเหมาะสมกับอาคารประเภทนั้นๆ

การใช้สีตกแต่งภายในอาคาร

เป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งในการใช้สีตกแต่งภายในอาคาร เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความสบายกาย สบายใจ เมื่อได้เข้าอยู่อาศัยในห้องที่ตนชอบสีดังกล่าว การตกแต่งสีภายในอาคาร จึงมีความแตกต่างกันแต่ที่ควรยึดเป็นหลักได้ดังนี้

1. ห้องนอนของวัยกลางคนหรือวัยชรา นิยมใช้สีคล้ำหรือสีออกหม่นๆ ได้แก่ สีเทา สีน้ำตาลอมเทา เป็นต้น เพราะเป็นสีที่ให้ความรู้สึกหนักแน่น เยือกเย็น สุขุม สงบ

2. ห้องรับแขก เป็นส่วนสำคัญของอาคารที่พักอาศัย ซึ่งแสดงถึงรสนิยมของเจ้าของอาคารดังกล่าว กลุ่มสีที่ควรนำมาตกแต่งควรเป็นกลุ่มสีที่ดูแล้วมีความรู้สึก โอ่อ่า ร่าเริง มีอำนาจ  เพื่อช่วยให้เกิดบรรยากาศแห่งความสนุกสนานสดใสขึ้น

3. ห้องรับประทานอาหาร เป็นห้องที่ต้องการความสะอาด สดใส นิยมใช้สีแท้หรือสีสดใสสะอาด เช่น สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีส้มอ่อน ไม่นิยมใช้สีตัดกันอย่างรุนแรง อาจใช้ได้บ้างเล็กน้อยเพื่อให้ดูแจ่มใส สดใสขึ้น

4. ห้องน้ำ เป็นห้องที่มีขนาดเล็ก ไม่นิยมใช้สีเข้มเพราะจะทำให้ดูคับแคบ ควรใช้สีอ่อน ๆจะทำให้ห้องดังกล่าวดูกว้างขึ้น นิยมให้สีที่สดใส อาจใช้หลายๆสี หรือสีตัดกันรุนแรง เพราะเป็นส่วนที่ใช้ระยะเวลาที่อยู่ในห้องดังกล่าวไม่มากนัก

5. ห้องเด็ก ซึ่งเป็นห้องสำหรับเด็กได้เล่นสิ่งของต่างๆ เป็นห้องที่จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องเล่นสำหรับเด็กไว้โดยเฉพาะ สีตกแต่งภายในห้องดังกล่าวอาจใช้สีที่มีลวดลายได้มาก เพราะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกสนุกสนานเบิกบานใจ  นิยมใช้สีสดใสปานกลาง  มีสีเข้มบ้าง  เพื่อเป็นการลดความสดใสลง

6. ห้องเรียน เป็นห้องที่ต้องใช้สีที่มีความสว่าง สะท้อนได้มาก เป็นประเภทสีอ่อนๆ ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา เช่น สีเหลืองอ่อน สีไข่ไก่ ฝ้าเพดาน ควรทาด้วยสีที่อ่อนที่สุด เพื่อให้แสงสว่างได้กระจาย  สีในห้องเรียนมีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้เรียน  ควรใช้สีที่ทำให้ดูแล้วเกิดความสงบ  เย็นตา  ใช้สีที่กลมกลืนกันเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดของประสาทตา  ไม่ควรใช้สีที่ตัดกัน  เพราะจะทำให้แสบตา  เคืองตาและเหนื่อยเร็ว

7. ห้องประชุมหรือห้องดนตรี เป็นห้องที่ต้องการความสงบ ควรใช้สีนุ่มนวล เรียบๆ ไม่ควรใช้สีสดใส ผู้ที่เข้าฟังตลอดจนผู้ที่อยู่ภายในห้องดังกล่าว ต้องการความเงียบสงบในการฟัง มีสมาธิเพื่อฟังแล้วเกิดความเข้าใจ อาจใช้สีสดในเฉพาะจุด อาจใช้ภาพเขียนสิ่งประดับตามจุดต่างๆ บ้างเล็กน้อย ตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เรียบเกินไป

8. ห้องพักฟื้นหรือห้องในโรงพยาบาล เป็นห้องที่ต้องการความสงบ เงียบ ควรใช้สีเยือกเย็นเพื่อเสดงอารมณ์สงบนิ่ง ใช้สีของวรรณะสีเย็น สีเบาๆ ไม่ควรใช้สีร้อน สีมืดมน เพราะจะทำให้จิตใจของคนป่วยหดหู่ สับสน    

สำหรับโรงพยาบาลเด็กควรใช้สีเชนเดียวกับโรงพยาบาลทั่วๆไป แต่อาจมีภาพเขียนสีสดใส ภาพแปลกๆ ชวนขบขันประดับไว้บ้างเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก  ที่ต้องการความสวยงาม  สะดุดตา  เกิดความสุข  จะได้หายจากการป่วยไข้ได้เร็วขึ้น

9. โรงละคร โรงภาพยนตร์ เป็นสถานที่ที่ต้องการให้ผู้เข้าชมเกิดความคึกคัก สนุกสนาน ร่าเริง เกิดความเพลิดเพลิน ควรใช้สีรุนแรง การใช้แสงไฟฟ้าที่มีความสว่างไสว ตกแต่งวัสดุให้มีความแวววาวช่วยกระตุ้นจิตใจผู้เข้าชม ให้มีความรู้สึกกระชุ่มกระชวยมากขึ้น

 
แต่งบ้านตามใจคุณ ข่าวสาร คำนวนหาพื้นที่การใช้สี ตัวแทนจำหน่าย แจ้งเรื่องร้องเรียน
© 2010 Asia Pearl Paints. All rights reserved.